ความรู้ทั่วไปของโควิด-19

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ โควิด-19 คืออะไร ?

เชื้อไวรัสโคโรนา เป็นกลุ่มสายพันธุ์ที่มีความหลากหลาย ซึ่งรวมถึงเชื้อไวรัสหลาย ๆ ชนิดพวกมันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดไข้หวัด และอาจจะทำให้เกิดอาการป่วยที่รุ่นแรง จนกระทั่งเสียชีวิตได้ โดยโรคเมอร์ส และโรคซาร์สที่เคยมีการแพร่ระบาดก็มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสโคโรนา เช่นเดียวกัน

เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เป็นเชื้อไสรัสโคโรนาชนิดใหม่ ซึ่งไม่เคยพบว่ามนุษย์สามารถติดเชื้อชนิดนี้ได้ เมื่อได้ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้จะทำให้ปอดอักเสบ องค์การอนามัยโลก (WHO) ตั้งชื่อให้กับโรคชนิดนี้ว่า COVID-19

เชื้อไวรัสของโรคโควิด-19 มีลักษณะพิเศษอย่างไร ?
ภาพจาก scientificanimations.com

เชื้อไวรัสของโรคโควิด-19 มีลักษณะพิเศษอย่างไร ?

เชื้อไวรัสของโรคโควิด-19 จะมีความไวต่อรังสี UV และความร้อน ซึ่งจะถูกกำจัดได้ด้วยความร้อนที่ 56 °C เป็นเวลานาน 30 นาที , ไดเมทิลอีเทอร์ , แอลกอลอ์ทางการแพทย์ที่มีความเข้มข้น 75% , น้ำยาฆ่าเชื้อคลอรีน , ตัวทำละลายไขมันกรดเปอร์อะซิติกและคลอโรฟอร์ม แต่สารคลอร์เฮกซิดีนจะไม่มีคุณสมบัติในการกำจัดเชื้อไวรัสได้

ธันวาคม 2562

ผู้ป่วยมีอาการปอดอักเสบขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ในนครอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน

12 มกราคม 2563

องค์การอนามัยโลกได้เรียกเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชนิดนี้ว่า “2019-nCoV” ซึ่งเป็นชื่อชั่วคราว

11 กุมภาพันธ์ 2563

องค์การอนามัยโลกได้ตั้งชื่อให้โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ อย่างเป็นทางการว่า “COVID-19”

เชื้อไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดอย่างไร ?

เชื้อไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดอย่างไร ?

การแพร่ระบาดโดยตรง

แพร่ผ่านละอองสารคัดหลั่งในระยะใกล้กับผู้ติดเชื้อ เช่น จาม ไอ หรือ พูดคุย เมื่อได้รับเชื้อจะทำให้เกิดการติดเชื้อ

การแพร่ระบาดโดยการสัมผัส

ละอองสารคัดหลั่งที่เกาะอยู่ตามพื้นผิววัสดุ เมื่อสัมผัสโดนตัวหรือจับต้องใช้งาน หลังจากนั้นนำไปสัมผัสที่ปาก จมูก หรือดวงตา เป็นต้น จะทำให้เกิดการติดเชื้อได้

การแพร่ระบาดโดยผ่านอากาศ

เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมแบบปิดเป็นเวลานานและมีปริมาณละอองของไวรัสเข้มข้นสูง ก็อาจจะเกิดการแพร่เชื้อได้เช่นกัน เนื่องจากในการแยกเชื้อไวรัสของโรคโควิด-19 ในปัสสาวะและอุจจาระจะต้องใช้ความระมัดระวังเกี่ยวกับละอองที่กระจายออกสู่สิ่งแวดล้อม หรือทำให้เกิดการแพร่เชื้อแบบการสัมผัส

สัตว์เลี้ยงสามารถแพร่ระบาดโควิด-19 ได้หรือไม่ ?

ในปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าสัตว์เลี้ยงจะสามารถแพร่เชื้อโรคโควิด-19 ได้ หลังจากสัมผัสกับสัตว์เลี้ยงแล้วให้ใช้สบู่และน้ำเปล่าล้างมือ สามารถช่วยลดแบคทีเรียทั่วไปที่อยู่ในสัตว์เลี้ยงได้ เช่น เอสเชอริเชีย โคไล และเชื้อซาลโมเนลลา เป็นต้น

ทำไมต้องกักตัวดูอาการเป็นเวลา 14 วัน

เนื่องจากระยะฟักตัวของโรคโควิด-19 จะอยู๋ที่ประมาณ 1-14 วัน โดยส่วนมากจะอยู่ในช่วง 3-7 วัน หากพ้น 14 วันไปแล้วยังไม่มีอาการเจ็บป่วย ในเบื้องต้นจะวินิจฉัยว่าไม่มีการติดเชื้อ

การควบคุมทางการแพทย์อย่างเข้มงวด เป็นหนึ่งในขั้นตอนความรับผิดชอบต่อสุขภาพของประชาชน และเป็นวิธีการปฏิบัติทั่วไปที่ใช้ในประชาคมโลก

เมื่อไหร่จึงควรไปพบแพทย์

หากมีไข้ (อุณหภูมิใต้รักแร้ > 37.3 °C) ไม่มีแรง ไอแห้ง อาการเหล่านี้ก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าคุณได้รับเชื้อ แต่หากมีอาการเหล่านี้ปรากฎขึ้น จะต้องรีบเข้ารับการตรวจวินิจฉันในสถาบันการแพทย์โดยทันที

  1. ก่อนหน้านี้จะแสดงอาการป่วย 14 วันมีประวัติการเดินทางท่องเที่ยวหรือพักอาศัยในบริเวณที่เกิดการแพร่ระบาดของโรค
  2. ก่อนหน้าที่จะแสดงอาการป่วย 14 วัน ได้มีการใกล้ชิดหรือสัมผัสกับผู้ป่วยโรคโควิด-19 (ได้รับการยืนยันจากการตรวจสอบกรดนิวคลีอิกที่ให้ผลเป็นบวก)
  3. ก่อนหน้าที่จะแสดงอาการป่วย 14 วัน มีการใกล้ชิดหรือสัมผัสกับผู้ที่เดินทางมาจากแหล่งแพร่ระบาดของโรค
  4. การรวมกลุ่มชุมนุม (ภายในระยะเวลา 14 วันได้ไปหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่พบผู้ป่วยมากกว่า 2 คนขึ้นไปที่มีไช้และโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ที่บ้าน สำนักงาน ห้องเรียน เป็นต้น)

สงสัยว่าตัวเองหรือคนรอบตัวติดเชื้อโควิด-19 ควรทำยังไง ?

หากสงสัยว่าตนเองหรือคนรอบตัวติดเชื้อโรคโควิด-19 ควรจะรีบแจ้งคนในครอบครัวและรักษาระยะห่าง สามใส่หน้ากากอนามัยและให้รีบไปโรงพยาบาลใกล้เคียงเพื่อพบแพทย์ให้เร็วที่สุด

หลีกเลี่ยงการออกนอกบ้าน การชุมนุมหรือท่องเที่ยว ใส่หน้ากากอนามัยแม้จะอยู่ในบ้าน ให้อยู่ในสถานที่อากาศถ่ายเทและมีการฆ่าเชื้อโรค ไม่สัมผัสกับคนในครอบครัวและจะต้องไม่อยู่ใกล้กัน (น้อยกว่า 1 เมตร)

ข้อควรระวังเมื่อไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล

เมื่อไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้เคียง จะต้องแจ้งข้อมูลที่ละเอียดและเป็นความจริงแก่อพทย์ผู็ทำการตรวจอาการ บอกเล่าเรื่องราวและสิ่งที่ได้เจอหรือสัมผัสมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ว่าเคยมีการเดินทางหรือพักอาศัยในบริเวณที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อหรือไม่ ได้สัมผัสกับผู้ติดเชื้อหรือไม่ หรือสัมผัสกับสัตว์หรือไม่ เป็นต้น

พยายามหลีกเลี่ยงการใช้งานบริการสาธารณะร่วมกับผู้อื่น เช่น โดยสารรถไฟใต้ดิน รถประจำทางสาธารณะ เป็นต้น หลีกเลี่ยงการไปยังสถานที่แออัด ผู้คนพลุกพล่าน และสิ่งสำคัญ คือ จะต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยทางการแพทย์แบบใช้แล้วทิ้งอยู่ตลอดเวลา เพื่อป้องกันจนเองและผู้อื่น

โควิด-19 รักษาได้ไหม ?

ปอดอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัสของโรคโควิด-19 สามารถรักษาได้ แต่เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่พบยาที่มีผลในการต้านไวรัสโรคโควิด-19 โดยเฉพาะสำหรับวิธีการรักษาคนป่วย ที่สำคัญคือใช้วิธีการรักษาตามอาการ ในปัจุบันแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้พยายามเร่งทำการค้นหาและวิจัยยาที่มีผลต่อการรักษาโดยเฉพาะ แต่สำหรับตัวไวรัสเอง จะต้องอาศัยความแข็งแรงของร่างกายเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อกำจัดไวรัสเหล่านั้นให้หมดไป

เนื่องจากโรคโควิด-19 มีลักษณะอาการที่รุนแรง ดังนั้นเมื่อติดเชื้อโรคโควิด-19 ควรรีบทำการพบแพทย์โดยทันที และจะต้องเชื้อฟังคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด ให้ความร่วมมือในการรักษา

มีวัคซีนรักษาโควิด-19 หรือไม่ ?

ยังไม่มีในขณะนี้ โรคชนิดใหม่จำเป็นจะต้องใช้เวลาในการวิจัยและพัฒนาวัคซีนค่อนข้างนาน ปัจจุบันนักวิจัยในประเทจีนและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก กำลังแข่งกับเวลาในการพัฒนายาและวัคซีนในการรักษาและป้องกันการติดเชื้อโรคโควิด-19

ใส่หน้ากากอนามัยและล้างมือป้องกันโควิด-19 ได้หรือไม่ ?

การสวมใส่หน้ากากอนามัยและการล้างมือบ่อย ๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้ไวรัสเข้าสู่ร่างกายแต่ก่อนอื่นจำเป็นจะต้อง แน่ใจได้ว่ามีการสวมใส่หน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐานและมีวิธีการล้างมือที่ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นก็จะไม่สามารถป้องกันตนเองได้

อาการ โควิด-19 (COVID19)

อาการโควิด-19

หากคุณติดเชื้อโควิด-19 จะมีอาการอย่างไร ?

ร่างกายของเราไม่สามารถต่อต้านเชื้อไวรัสของโรคโควิด-19 ได้หากสัมผัสหรือใกล้ชิดผู้ป่วย ไม่ชอบการล้างมือ ภูมิคุ้มกันลดลง พวกเราก็มีโอกาสที่จะได้รับเชื้อเมื่อเริ่มป่วย พวกเราก็จะมีอาการ ตัวร้อน เป็นไข้ ไอ หายใจลำบาก และอาจจะมีอาการซึม รู้สึกทั่วทั้งร่างกายอ่อนแรง หรือแม้กระทั่งบางคนอาจจะมีอาการป่วยหนัก จนต้องนอนอยู่บนเตียงเป็นเวลานาน เชื้อโควิด-19 ทำให้เกิดอาการป่วยได้มากมายหากป่วยหนักจะทำให้ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอเสียชีวิตได้

เมื่อติดเชื้อโควิด-19 จะเป็นอย่างไร ?

ผู้ป่วยโควิด-19 จะมีขั้นตอนการแสดงอาการแตกต่างกันออกไป เริ่มแรกอาจจะมีอาการตัวร้อน เป็นไข้ ไอ รู้สึกร่างกายไม่มีแรง และจะค่อย ๆ เกิดอาการหายใจล้มเหลว โดยทั่วไปไวรัสชนิดนี้จะมีระยะฟักตัวในร่างกายประมาณ 7 วัน และบางทีอาจจะมีระยะฟักตัวถึง 14 วัน โดนประมาณ พวกคุณรู้หรือไม่ในช่วงระยะฟักตัวพวกมันทำอะไรกันบ้าง ถูกต้องพวกมันได้มีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็วในร่างกายของคุณ เร็วจนกระทั่งความแข็งแรงในร่างกายของคุณกำจัดมันไม่ทันเลยทีเดียว เพียงแค่เข้าสู่ร่างกายของคุณ คุณก็จะกลายเป็น “เครื่องถ่ายเอกสาร” ให้กับพวกมัน ช่วยเหลือพวกมันในการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น

เมื่อต้องไปโรงบาลป้องกันตนเองอย่างไร ?

หากรู้สึกไม่สบาย จะต้องไปพบแพทย์ทันที ในขั้นตอนการตรวจจะต้องไม่ไปสัมผัสกับอุปกรณ์หรือเครื่องมือแพทย์โดยไม่จำเป็น จะต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ตลอดกระบวนการตรวจ ให้ความร่วมมือกับแพทย์และพยาบาล หลีกเลี่ยงการใช้ลิฟต์ เพื่อป้องกันตนเองและผู้อื่น หลักจากลับจากการตรวจ รักษาจะต้องใช้สบู่และน้ำสะอาดล้างมือทันที

โควิด-19 / ไข้หวัดทั่วไป / ไข้หวัดใหญ่ ต่างกันอย่างไร ?

ไข้หวัดทั่วไป

จะเกิดจากร่างกายของเราสัมผัสความเย็น และเหนื่อยล้า เป็นต้น ซึ่งอาการ ที่พบโดยทั่วไปคือ คัดจมูก น้ำมูกไหล จาม และส่วนใหญ่จะไม่มีไข้ ปวดหัว ปวดข้อหรือไม่ สบายตัวที่ชัดเจน ความแข็งแรงและความอยากอาหารจะไม่ได้รับผลกระทบ ผู้ที่เป็นหวัด ระบบทางเดินหายใจส่วนบนจะได้รับผลกระทบค่อนข้างหนัก แต่ส่วนอื่น ๆ ของร่างกายจะไม่ ได้รับผลกระทบเท่าใดนัก และโดยทั่วไปไม่มีผลรุนแรงถึงชีวิต

ไข้หวัดใหญ่

เป็นโรคระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากไวรัสไข้หวัดใหญ่ ไม่เพียงแต่สร้าง ปัญหาให้กับระบบทางเดินหายใจส่วนบน แต่ยังทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ส่วนล่าง นั่นคือปอดเอกเสบนั้นเอง จะมีการแพร่ระบาดในช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่จะแสดงอาการค่อนข้างเร็ว และรุนแรง มีผลทั่วทั้งร่างกาย มีไข้ และภายในระยะเวลา 1-2 วัน จะทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงถึง 39 ℃ หรือมากกวานั้น โดยจะมีอาการ ที่แสดงออกชัดเจน เช่น ปวดหัว กล้ามเนื้ออ่อนแรง ความอยากอาหารลดลง เป็นต้น ไข้หวัด ใหญ่จะมีผลต่อผู้ป่วยที่ร่างกายอ่อนแอ ซึ่งอาจจะทำให้เสียชีวิตได้

ผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19

ในช่วงแรกจะไม่มีอาการป่วย จะต้องทำการตรวจสอบจากทางเดินหายใจจึงจะพบไวรัส ในตอนที่อาการป่วยยังไม่รุนแรงจะแสดงอาการไข้อ่อน ๆ ไอ หนาว สั่นและรู้สึกไม่สบายตัว หากมีอาการหนัก ก่อนหน้า 3-5 วันจะมีอาการตัวร้อน มีไข้ ไอ และ จะค่อย ๆ หมดแรง หลังจากนั้นหนึ่งสัปดาห์อาการป่วยจะเริ่มรุนแรงขึ้น ปอดของผู้ป่วยจะถูกยึดครองโดยไวรัส และพัฒนากลายเป็นปวดบวม จนกระทั่งกลายเป็นปอดอักเสบอย่างรุนแรง

หากสงสัยว่าติดโควิด-19 ควรทำอย่างไร ?

หากสงสัยวาตนเองติดเชื้อไวรัสของโรคโควิด-19 ให้สวมใส่หน้ากากอนามัยทางการ แพทย์และให้รีบไปโรงพยาบาลที่อยูใกล้ที่สุดเพื่อทำการตรวจอาการโดยทันที ในขณะทำการ ตรวจให้เล่ารายละเอียดการเดินทางและการสัมผัสกับผู้คนก่อนหน้าให้แพทย์รับทราบ ใน ขณะเดียวกันจะต้องระมัดระวังสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือบ่อย ๆ จะต้องเปิดหน้าต่างทุกวัน เพื่อให้อากาศถ่ายเท หากสงสัยว่าเพื่อนของคุณติดเชื้อไวรัสของโรคโควิด-19 ควรสวมใส่หน้ากากอนามัย ทางการแพทย์ รักษาระยะห่าง หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้หรือการสัมผัส แนะนำให้เพื่อนเข้ารับการตรวจอาการโดยทันที หากมีเพื่อนหรือญาติถูกวินิจฉัยว่าติดเชื้อของโรคโควิด-19 ควรส่งผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลเฉพาะด้านเพื่อทำการรักษา และให้ทำการฆ่าเชื้อในบริเวณหรือสิ่งของ ที่เขาเคยสัมผัสก่อนหน้า

โควิด-19 อันตรายกับใคร ?

ทุกคนมีโอกาสติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ทั้งนั้น แต่คนที่สุขภาพดี มีภูมิต้านทานแข็งแรง พวกเขามักจะออกกำลังกายสม่ำเสมอ โอกาสที่จะถูกแพร่เชื้ออาจจะคอนข้าง น้อยแต่คนที่มีภูมิต้านทานอ่อนแอ เช่น คนแก่และเด็กที่มีความต้านทาน ต่ำ ตลอดจนคนที่มักจะป่วยง่าย จะมีโอกาสได้รับการแพร่เชื้อค่อนข้างสูง อาการป่วยกจะค่อนข้างหนัก นอกจากนี้ยังมีแพทย์และพยาบาลที่อยู่แนวหน้า ที่สัมผัสผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก ก็มีโอกาสได้รับการแพร่เชื้อเช่นกัน ดังนั้น ทุกคนจะต้องส่วมใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อย ๆ ไม่ไปยังสถานที่ที่มีผู้คนเป็นจำนวนมาก

การป้องกันโควิด-19

การป้องกันโควิด-19

การป้องกันตนเองเมื่ออยู่บ้าน

  1. ล้างมือบ่อย ๆ จะต้องล้างมือให้สะอาดโดยทันที หลังจากกลับจากข้างนอกถึงบ้าน , ก่อน และหลังรับประทานอาหาร , หลังจากไอหรือจาม , หลังจากเข้าห้องน้ำ , หลังจากสัมผัสกับสัตว์และจัดการกับอุจจาระ
  2. เปิดให้อากาศถ่ายเทบ่อย ๆ เปิดหน้าต่างภายในห้องทุกวัน เพื่อให้มีการถ่ายเทอากาศอยู่เสมอ
  3. ฆ่าเชื้อบ่อย ๆ โต๊ะเก้าอี้ในบ้าน ม้านั่ง เป็นต้น จะต้องทำความสะอาดทุกวันและมีการฆ่าเชื้อเป็นประจำ หากมีแขกมาบ้านจะต้องรีบทำการฆ่าเชื้อสิ่งของและวัสดุโดยทันที
  4. มีมารยาทในการจามและไอ กรุณาใช้กระดาษทิชชู่หรือข้อศอกปิดปากและจมูก หรือ สวมหน้ากากอนามัย ขณะไอหรือจาม เช่นนี้แล้วไวรัสก็จะไม่สามารถแพร่กระจายออกมาได้ ไม่ว่าคุณจะป่วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อจามจะต้องปิดปากและจมูกให้เรียบร้อย!
  5. ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ และออกกำลังกายอย่างเหมาะสมที่บ้านโดยไม่ส่งผลกระ ทบต่อเพื่อนบ้านของคุณ
  6. ตรวจเช็คสุขภาพประจำวันของคุณและครอบครัว เมื่อพบว่าตนเองหรือคนในครอบครัวมีอาการป่วยดังนี้ ควรจะทำการกักตัว และไปพบแพทย์เพื่อรับความช่วยเหลือโดยทันที อาการที่เข้าข่ายต้องสงสัยว่าติดเชื้อจะรวมถึงเป็น ตัวร้อน เป็นไข้ ไอ เจ็บคอ แน่นหน้าอก หายใจลำบาก เบื่ออาหาร ไม่มีแรง ซึม คลื่นไส้ ท้องเสีย ปวดศีรษะ ใจสั่น ตาแดง ปวดตามข้อหรือปวดกล้ามเนื้อบริเวณเอวและหลัง เป็นต้น
  7. เมื่อตนเองหรือคนในครอบครัวออกไปข้างนอก จะต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย สวมใส่หน้ากากอนามัย ละอองเชื้อโรคก็จะถูกปิดกั้นโดยหน้ากากอนามัย ไม่สามารถปลิวเข้าปากและจมูกของผู้คนได้
  8. หากมีสมาชิกในครอบครัวเป็นบุคลากรทางการแพทย์ จะต้องเตือนให้เพิ่มความระมัดระวังในการดูแลตนเองให้มากขึ้น

การป้องกันตนเองในที่สาธารณะ

  • เมื่อออกไปภายนอก จะต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย เพื่อลดความเสี่ยงในการสัมผัสกับสาเหตุของการป่วย หลังกลับจากภายนอกทุกครั้งจะต้องทำการล้างมือโดยทันที หากมีอาการไข้หรืออาการติดเชื้อโรคทางเดินหายใจ โดยเฉพาะอยางยิ่งการมีไข้อย่างต่อเนื่อง จะต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจอาการโดยทันที
  • พยายามหลีกเลี่ยงสถานที่ผู้คนแออัด เช่น ซุปเปอร์มาร์เก็ต , ร้านขายของ , สวนสนุก , ร้านอินเตอร์เน็ต , ห้องเล่นเกม , ร้านอาหาร เป็นต้น และไม่เข้าร่วมชุมนุมเป็นกลุ่ม
  • ไม่บ้วนน้ำลายหรือเสมหะลงพื้น โดยสามารถบ้วนเสมหะหรือน้ำลายลงบนกระดาษทิชชู่ และเมื่อสะดวกให้นำไปทิ้งลงในถังขยะที่มิดชิด ในขณะที่หากต้องการไอหรือจาม จะต้องใช้กระดาษทิชชู่ปิดปากและจมูกให้ เรียบร้อยเสียก่อน และนำกระดาษที่ใช้แล้วทิ้งลงในถัง “ขยะติดเชื้อ” เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไวรัส หลังจากไอหรือจามแล้วจะต้องทำการล้างมือให้สะอาด เพื่อป้องกนไม่ให้มือสัมผัสกับดวงตา จมูกหรือปาก
  • ฆ่าเชื้อโดยทันที เมื่อสัมผัสกับสิ่งของในสถานที่สาธารณะ เช่น หนังสือ เก้าอี้ โต๊ะ เป็ นต้น ให้ทำการล้างมือโดย ทันทีหรือใช้น้ำยาที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ในการฆ่าเชื้อในการทำความสะอาดมือ
  • เมื่อมีการพบปะกับผู้อื่นในสถานที่สาธารณะ จะต้องรักษาระยะห่างระหว่างผู้คนอย่างน้อย 1 เมตร (ประมาณ 1 ช่วงความยาวแขน) เป็นต้นไป
  • พยายามหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารภายนอกบ้าน

เมื่อใช้บริการรถโดยสารควรป้องกันตนเองอย่างไร

โดยสารรถประจำทาง

  • เมื่อโดยสารรถประจำทาง จะต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย พยายามเลือกใช้งาน หน้ากากอนามัยที่ใช้ ทางการแพทย์แบบ ครั้งเดียวทิ้ง
  • เมื่อไอหรือ จามจะต้องพยายาม หันไปด้านที่ไม่มีคน ใช้ด้านในของศอก หรือกระดาษทิชชู่ ปิดปากและจมูกก่อนไอหรือจาม
  • เมื่อพบผู้ป่วยไข้หวัดบนรถ โดยสารประจำทาง พยายามอย่าสัมผัส หรือเข้าใกล้ สามารถ เปิดหน้าต่างรถโดยสารเพื่อให้มีการถ่ายเทของอากาศ
  • หลังจากลงจากรถให้ทำการล้าง มือด้วยสบู่หรือน้ำยา ล้างมือโดยทันที หรือใช้เจลล้างมือทาให้ทั่วมือ

เมื่อโดยสารรถยนต์ส่วนตัว

  • ในสถานการณ์ทั่วไป รถยนต์ส่วนตัวไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินการจัดการในการฆ่าเชื้อโรค พยายามให้ มีการถ่ายเทอากาศบ่อย ๆ ก็เพียงพอแล้ว
  • หลังจากที่ผู้ขับกลับมาจากสถานที่สาธารณะภายนอก แนะนำให้ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อใน การกำจัดเชื้อโรคที่อาจจะติดมาบนมือเสียก่อน และหากจำเป็นก็สามารถใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรค ที่มีส่วนผสมของคลอรีนหรือแอลกอฮอล์ความเข้มข้น 75% เป็นต้น เช็ดถูบริเวณพื้นผิวของ สิ่งของภายในรถ
  • หากมีผู้ป่วยที่ต้องสงสัย (มีไข้, ไอ, เจ็บคอ เป็นต้น) โดยสารมาบนรถ ควรรักษาระยะ ห่างอยางเหมาะสม อย่าเปิดเครื่องปรับอากาศภายในรถ ให้เปิดหน้าต่างในระดับที่เหมาะสม เพื่อระบายอากาศ เมื่อผู้ป่วยต้องสงสัยลงจากรถให้รีบเปิดหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ และให้ทำการฆ่าเชื้อโรคบนพื้นผิวของสิ่งของที่ผู้ป่วยต้องสงสัยสัมผัสโดยทันที หากเป็นผู้ป่วยที่ได้ รับการวินิจฉัยวาเป็นผู้ติดเชื้อโดยสารมาบนรถ จะต้องทำการฆ่าเชื้อโรคโดยทันทีและแจ้งให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่นมาดำเนินการจัดการในขั้นตอนต่อไป
เมนูอาหารไทยกินสู้ โควิด-19

โภชนาการทางวิทยาศาสตร ์

บริโภคอาหารอย่างไรให้ห่างไกลจากโรคโควิด-19

บริโภคอาหารที่อุดมด้วยธัญพืชเป็นหลัก

จะต้องบริโภคอาหารประเภทธัญพืชเป็นประจำ โดยในแต่ละวันจะต้องมีปริมาณ ไม่น้อยกว่า 250-400 กรัม รวมถึงข้าว , ข้าวสาลี , ข้าวโพด , บักวีต , มันเทศ , มันฝรั่ง เป็นต้น

ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมสมสม่ำเสมอเพื่อรักษาน้ำหนักตัว

ออกกำลังกายอยางเหมาะสมเป็นประจำ ไม่ควรนั่งเป็นระยะเวลานานลุกขยับร่างกายทุก ๆ ชั่วโมง

บริโภคผักผลไม้ , ผลิตภัณฑ์จากนม , ถั่วเหลือง

บริโภคผักและผลไม้สด โดยทุก ๆ วันจะต้องบริโภคให้ได้มากกวา 5 ประเภทขึ้นไป โดยปริมาณที่เหมาะสมจะต้องให้ได้มากกวา 500 กรัมขึ้นไป ซึ่งครึ่งหนึ่งจะต้องเป็น ผักผลไม้ที่มีสีเข้ม นอกจากนี้จะต้องดื่มนมทุกวัน และทานผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองเพิ่มมากขึ้น

บริโภคเนื้อปลา สัตว์ปีก ไข่ เนื้อสัตว์ในปริมาณที่เหมาะสม

บริโภคโปรตีนอย่างเพียงพอ ซึ่งรวมถึงเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน สัตว์ปีก ปลา กุ้ง ไข่ เป็นต้น โดยในแต่ละวันควรบริโภคให้ได้ประมาณ 150-200 กรัม ควรบริโภคไข่ไก่ทุก ๆ วัน วันละ 1 ฟอง หลีกเลี่ยงการรับประทานไขมัน ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรมควันหรือการหมัก เป็นต้น

ลดการบริโภคเค็ม มัน ควบคุมน้ำตาลและจำกัดการดื่มสุรา

อาหารเบา ๆ ที่รสชาติไม่จัดจ้าน โดยในแต่ละวันบริโภคอาหารที่มีส่วนผสมของเกลือใน ปริมาณไม่เกิน 6 กรัม เด็กและทารกไม่ควรดื่มสุรา ควบคุมการบริโภคน้ำตาลไม่ให้เกินวัน ละ 50 กรัม หรือดีที่สุดคือบริโภคให้ต่ำกวา 25 กรัม ดื่มน้ำอย่างเพียงพอต่อร่างกาย โดยแต่ละวันควรดื่มน้ำวันละ 7-8 แก้ว (1500-1700 มิลลิลิตร) และควรเป็นน้ำต้มสุก

ไม่ใช้ทรัพยากรอาหารอย่างสิ้นเปลือง

รู้คุณค่าของอาหาร ควรเตรียมอาหารตามปริมาณการบริโภคที่แท้จริง เพื่อไม่ให้เหลือทิ้ง โดยเปล่าประโยชน์ เลือกอาหารที่สดสะอาดถูกสุขอนามัยและใช้วิธีการปรุงอาหารที่เหมาะสม แยกอาหารสดออกจากอาหารที่ปรุงสุกแล้ว นำอาหารที่สุกแล้วมาผ่านความร้อนอีกครั้ง

เรียนรู้วิธีการอ่านฉลากอาหาร และเลือกผลิตภัณฑ์อาหารอย่างเหมาะสม พยายาม รับประทานอาหารที่บ้าน เพลิดเพลินกับอาหารและการกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวสืบทอดวัฒนธรรมอันดีงาม สร้างอารยธรรมอาหารในรูปแบบใหม่

จัดอัตราส่วนและเวลาของอาหารทั้งสามมื้อ

  • พลังงานและสารอาหารที่ได้รับ สำหรับอาหาร มื้อเช้า กลางวัน และเย็น ควรเป็ นไปดังนี้ คือ 25%- 30% , 35%-40% , 30%-35% ของในแต่ละวัน
  • อาหารเช้าที่เหมาะสมควรรับประทานใน เวลา 6:30-8:30 , อาหารกลางวันที่เหมาะสมควรรับ ประทานในเวลา 11:30-13:30 และอาหารเย็นที่เหมาะ สมควรรับประทานในเวลา 17:30-19:30

เพิ่มภูมิคู้มกันในการป้องกัน COVID-19

เพิ่มการดูดซึมสารต้านอนุมูลอิสระ โดยให้รับประทานผลไม้ตระกูลส้มจำนวน 2 ลูกต่อวัน เพื่อ เพิ่มวิตามิน C ให้แก่ร่างกาย รับประทานมะเขือเทศตลอดจนผลไม้ที่มีสีแดงหรือสีเข้มเพื่อเพิ่มวิตามิน B ต่าง ๆ ให้กับร่างกาย

เสริมวิตามิน A ให้กับร่างกายอยางเหมาะสม โดยการรับประทานเครื่องในสัตว์ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง แต่ละครั้งประมาณ 30-50 กรัม โดยประมาณ ซึ่งจะช่วยให้เยื่อบุทาง เดินหายใจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อจากไวรัสได้ อย่างง่ายดาย

ไม่ควรออกกำลังกายอยางหนักหน่วงในช่วงเวลานี้ เนื่องจากการออกกำลังกาย หนักจะไประงับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน (ระบบภูมิคุ้มกันที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน) ในช่วงระยะเวลานี้สามารถออกกำลังกายเบา ๆ หรือออก กำลังกายที่ใช้กำลังปานกลางได้

รับประทานคาร์โบไฮเดรตอย่างเพียงพอ เช่น ข้าว และอาหารประเภทแป้งอื่น ๆ เนื่องจากคาร์โบไฮเดรตเป็นอาหารที่สำคัญที่สุดสำหรับเซลล์ของภูมิคุ้มกัน

ในแต่ละวันพักผ่อนให้เพียงพอ อย่าทำให้ตนเองตกอยูภายใต้สภาวการณ์ที่เครียด หรือวิตกกงวล

รับมือกับความเครียดภายใต้การระบาดของโรค

รับมือกับความเครียดภายใต้การระบาดของโรค

ติดต่ออย่างสม่ำเสมอ

ภายใต้สภาวะวิกฤติเป็นเรื่องปกติที่ผู้คนจะรู้สึกเสียใจ กดดัน สับสน กลัวหรือ โกรธ การสนทนาพูดคุยกบบุคคลที่คุณเชื่อมั่นจะสามารถลดอาการเหล่านี้ลงได้ ให้ติดต่อกับเพื่อนและสมาชิกในครอบครัวของคุณอย่างสม่ำเสมอ

รักษาแนวทางสุขภาพที่แข็งแรง

หากคุณจำเป็นจะต้องอยู่ที่บ้านจะต้องรักษาแนวทางสุขภาพที่แข็งแรง รวมถึงการบริโภคอย่างเหมาะสม พักผ่อนเพียงพอ ออกกำลังกายและติดต่อสัมพันธ์ทางสังคมกับคนที่คุณรู้จัก ตลอดจนสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค หรือโทรศัพท์

ขอความช่วยเหลือ

ไม่ควรคลายอารมณ์ด้วยการสูบบุหรี่ ดื่มสุราหรือรับประทานยา หากคุณรู้สึกไม่สบายใจ สามารถขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่หรือที่ปรึกษา ทางด้านสุขภาพได้ หากคุณต้องการ ให้จัดทำแผนการ ว่าต้องการค้นหาบุคคลใดและจะค้นหาข้อมูลทางด้านสุขภาพกายและใจได้อยางไร เพื่อให้สามารถช่วยเหลือได้ทันท่วงที อยางมีประสิทธิภาพ

ทำความเข้าใจกับข้อเท็จจริง

รวบรวมข้อมูลที่จะสามารถช่วยเหลือคุณในยามเกิดวิกฤติได้อย่างถูกต้อง เพื่อให้ได้รับการป้ องกันและช่วยเหลือได้ทันท่วงที ค้นหาแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เช่น เว็บไซต์ องค์การอนามัยโลก หน่วยงานสาธารณสุขของรัฐ เป็นต้น

บรรเทาความวิตกกังวล

ลดหรือหลีกเลี่ยงการชมหรือรับฟังข่าวสาร รายงาน ที่จะสร้างความวิตกกังวลหรือ ไม่สบายใจให้กับคุณหรือสมาชิกในครอบครัว ซึ่งจะช่วยลดความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นได้

ควบคุมอารมณ์

ใช้ทักษะที่คุณเคยมี เพื่อช่วยเหลือในการจัดการความทุกข์ยากของคุณ และใช้ ทักษะเหล่านี้ช่วยเหลือคุณในการควบคุมอารมณ์ช่วงระยะเวลาการระบาดของโรค

ตอบข้อสงสัยโดยผู้เชี่ยวชาญ

ไม่บริโภคสัตว์ป่าก็จะไม่ติดเชื้อใช่หรือไม่

ในปัจจุบันเชื้อไวรัสโคโรนา ได้มีการแพร่เชื้อเกินขอบเขต ธรรมชาติ ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่มนุษย์และสัตว์ป่าเท่านั้น แต่มีการแพร่ เชื้อระหว่างคนสู่คน โดยการหายใจและการสัมผัสใกล้ชิดผ่านละออง สารคัดหลังเป็นหลัก

หน้ากากอนามัย

นอกจากหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ที่ใช้แล้วทิ้ง , หน้ากาก N95 หรือ KN95 แล้ว หน้ากากอื่น ๆ (หน้ากากธรรมดาทั่วไป , หน้ากากผ้า เป็นต้น) จะช่วยป้องกันไวรัสได้หรือไม่? การสวมใส่หน้ากากหลาย ชั้นจะสามารถป้องกันการติดเชื้อโรคโควิด-19 ได้หรือไม่? หน้ากาก ยิ่งหนา ยิ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสสูงใช่หรือไม่

ก่อนอื่นต้องบอกว่า หน้ากากอื่น ๆ ที่นอกเหนือไปจาก หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ ่ ที่ใช้แล้วทิ้ง, หน้ากาก N95 และ KN95 แล้ว จะให้ประสิทธิภาพไม่ดีเท่ากับ 3 ชนิดที่กล่าวมา สำหรับหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ที่ใช้แล้วทิ้งนั้น หากเป็นหน้ากากที่ได้มาตรฐานและ มีการสวมใส่อยางถูกวิธี ก็สามารถป้องกันไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอแล้ว ต่อให้ใส่ หน้ากากอนามัยเพิ่มขึ้นอีกหลายชั้นก็จะไม่เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานอีก แต่กลับจะ ทำให้หายใจลำบากขึ้น

หากรอบตัวไม่มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส สามารถสวมใส่หน้ากากอนามัยได้หรือไม่

ไม่ว่ารอบตัวจะมีการแพร่ระบาดของไวรัสหรือไม่ เมื่อออกไป ข้างนอกแนะนำให้สวมใส่หน้ากากอนามัย ในปัจจุบันโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 กำลังแพร่ระบาด ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัส COVID-19 อาจจะปรากฏขึ้นทั่วทุกมุมโลก และผู้ป่วยบางคนก็อาจจะยังไม่แสดงอาการ ด้วยเหตุนี้ทุกคนจะมีโอกาสเสี่ยงในการติดไวรัสจากการสัมผัสกบผู้ป่วยโดยไม่รู้ตัว

ดื่มสุราและสูบบุหรี่สามารถป้องกันการติดเชื้อโรคโควิด-19 ได้หรือไม่

ในขณะสูบบุหรี่ มือจะมีการสัมผัสโดนจมูกไปมา และไวรัส อาจจะเข้าสู่ร่างกายได้จากการสัมผัสเช่นนี้ นอกจากนี้ในขณะสูบ บุหรี่จะไม่สามารถสวมใส่หน้ากากอนามัยได้ และด้วยเหตุนี้ยิ่ง จะเป็ นการลดการป้องกันให้กับตนเอง ส่วนแอลกอฮอล์ที่มีความ เข้มข้น 75% นั้นสามารถฆ่าไวรัสได้ แต่แอลกอฮอล์สำหรับฆ่า เชื้อไวรัสและแอลกอฮอล์สำหรับดื่มนั้นเป็นสิ่งที่แตกต่างกน หากนำแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นสูงสัมผัสกับไวรัสโดยตรงอาจจะ มีประสิทธิภาพในการกำจัดไวรัส แต่เมื่อดื่มแอลกอฮอล์ลงไปใน ท้อง ความเข้มข้นจะลดลงอย่างรวดเร็ว และยากที่จะสามารถกำจัด ไวรัสได้ นอกจากนี้เมื่อดื่มสุราในปริ มาณมาก ๆ จะทำให้ความ ต้านทานในร่างกายลดลง ยิ่งทำให้ง่ายต่อการรับเชื้อ

รับประทานกระเทียม ดื่มชา เป็นต้น สิ่งเหล่านี้สามารถ ป้องกันการติดเชื้อโรคโควิด-19 ได้หรือไม่

สารสกัดจากกระเทียมมีสรรพคุณในการกำจัดแบคทีเรียได้ แต่ตัวกระเทียมเองไม่มีฤทธิ์ในการต้านไวรัส ดังนั้นจึงไม่มี ประโยชน์ที่จะรับประทานโดยตรงหรือดื่มน้ำคั้นจากกระเทียม ใน ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่าการดื่มชาจะช่วยป้องกนการติดเชื้อโรค โควิด-19 ได้

ดื่มน้ำที่มีอุณหภูมิ 60 ℃ หรือต้มน้ำร้อนก่อนอาบจะ สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสโรคโควิด-19 ได้หรือไม่

ภายใต้สถานการณ์ทั่วไป การต้มน้ำอุณหภูมิ 56 ℃ นาน 30 นาที จะสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้อยางมีประสิทธิภาพ แต้เป้าหมายของ ไวรัสคือการทำลายระบบทางเดินหายใจ และน้ำร้อนจัดเข้าสู่ทางเดิน อาหาร ดื่มนน้ำร้อนหรืออาบน้ำร้อนไม่เพียงแต่ฆ่าไวรัสไม่ได้ แต่จะ ทำให้โดนน้ำร้อนลวกและเกิดอาการบาดเจ็บได้

ในช่วงระยะเวลาการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 เราไม่สามารถรับประทานสัตว์ปี กและอาหาร ทะเลได้ใช่หรือไม่

สาเหตุหลักของไวรัส COVID-19 ในครั้งนี้ เกิดจากการค้าสัตว์ ป่าที่ผิดกฎหมาย และในปัจจุบันยังไม่สามารถสรุปสัตว์ที่เป็นพาหะได้ อย่างแน่ชัด ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ทุกประเภทที่จำหน่ายผ่านช่องทาง ทึ่ถูกต้องยังคงสามารถรับประทานได้

ในช่วงเวลาการระบาดของโรคโควิด-19 จำเป็นจะต้อง กักตัวอย่บ้าน 14 วันใช่หรือไม่

ทุกคนจะต้องเพิ่มความตระหนักในการป้องกัน หากตรวจพบไว ให้รีบแยกกักตัว ก็จะสามารถลดการแพร่ระบาดลงได้ แต่ไม่จำเป็นจะ ต้องตื่นตระหนก พยายามหลีกเลี่ยงการพบปะญาติมิตร หลีกเลี่ยงสถาน ที่ที่มีผู้คนแออัด สวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่อออกจากบ้าน ภายในห้องจะ ต้องมีอากาศถ่ายเท ล้างมือบ่อย ๆ ออกกำลังกายบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการนอน ดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ

ยาปฏิชีวนะหรือยาต้านไข้หวัดสามารถป้องกันการ ติดเชื้อไวรัส โรคโควิด-19 ได้หรือไม่

ยาปฏิชีวนะใช้สำหรับรักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรีย แต่โรคโควิด-19 จัด อยูในประเภทไวรัส เมื่อใช้ยาปฏิชีวนะไม่เพียงแต่ไม่มีผลในเชิงป้องกันและรักษา แต่กลับจะส่งผลเสียต่อร่างกาย ยาต้านไข้หวัดใหญ่ เช่น Oseltamivir (Tamiflu) , Ribavirin เป็นต้น ยาเหล่านี้ไม่มีสรรพคุณในการป้องกนเชื้อไวรัส ของโรคโควิด-19 ยิ่งไปกว่านั้นจนถึงปัจจุบันยังไม่มียารักษาตัวใดที่ให้ผลใน การรักษาโรคโควิด-19 ได้